มากไปกว่าเรื่องการปฏิวัติทางชนชั้น หรือ Revolotion ในประวัติศาสตร์มนุษย์ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโลก ซึ่งพูดถึงการเปลี่ยนแปลงความไม่เป็นธรรมในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ที่ระบบทุนนิยมหยิบยื่นให้แล้ว ปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญปัญหาใหม่ ที่อาจจะ “ใหญ่” หรือรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า นั่นคือปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

หากพูดถึงความซับซ้อนของธรรมชาติแล้ว ก็เกินที่จะมนุษย์จะอธิบายได้ เพราะเราก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาตินั่นเอง และที่ผ่านมานอกจากมนุษย์จะเบียดเบียนกันเองแล้ว มนุษย์ยังเบียดเบียนจากธรรมชาติไม่น้อยไปกว่ากัน

หลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม เราก็เดินหน้าไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมและความก้าวหน้าของเทคโนโลยี่เต็มสูบ โดยไม่เคยคำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม ยิ่งบรรดานายทุนทั้งหลายที่หากไม่เคยใยดีกับการเอารัดเอาเปรียบชนชั้นแรงงานด้วยแล้ว ก็อย่าไปคาดหวังว่าจะใยดีต่อปัญหาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วันนี้โลกจึงเผชิญปัญหาใหม่ ที่อาจไม่เคยพบเจอมาก่อนและแทบจะตั้งตัวไม่ทัน เพราะเราไม่เคยคำนึงถึงสิ่งเหล่านั้นเลย

มีบ้างระยะหลัง หลายรัฐเริ่มคำนึงว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมภายใต้ระบบทุนนิยมเต็มที่ ซึ่งเป็นทิศทางการพัฒนาหลักมาตลอดนั้น เป็นการพัฒนาที่ทำลายธรรมชาติและย้อนมาทำลายมนุษย์เอง ทำให้มีการตั้งคำถามถึงทิศทางการพัฒนาเหล่านั้นและเกิดขบวนการด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อหาทางออกไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยมีการสร้างบรรทัดฐานรองรับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมขึ้น การทำโครงการใหญ่ๆ ต้องทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม(EIA) ในหลายประเทศโรงงานต้องเสียภาษีสิ่งแวดล้อม และต้องมีเครื่องมือและกระบวนการแก้ไขปัญหามลพิษที่แต่ละโรงงานสร้างขึ้นอย่างเต็มที่ เพื่อไม่สร้างมลพิษให้เกิดขึ้นแก่สังคม แต่นั่นคงยังไม่พอ..

ผลกระทบที่เห็นชัดและเกิดขึ้นแล้ว ก็คือปัญหาสุขภาพของพลเมืองนั่นเอง กรณีมาบตาพุต กรณีแม่เมาะ กรณีคลิตี้ ฯลฯ ที่ผู้คนล้มป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจจำนวนมาก โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น ระยอง สมุทรปราการ และสระบุรี ที่มียอดผู้ป่วยจากโรคทางเดินหายใจมากที่สุด 3 จังหวัดแรกของประเทศ และในต่างประเทศเอง โรคมินามาตะ ซึ่งเป็นพิษปรอทจากโรงงานผลิตปุ๋ยเคมีในปี 1959 ก็เป็นปัญหาภาวะมลพิษที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่นเอง และเรื่องเหล่านี้ก็เกิดขึ้นทั่วโลก โดยที่เรา(มนุษย์)เป็นฝ่ายตั้งรับ เพียงเพื่อกำไรหรือนิยามการพัฒนาของคนไม่กี่กลุ่มเท่านั้นเอง โดยไม่คำนึงว่า เราจะล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติไปมากเท่าไหร่

โลกพัฒนาไปมาก จนเรามีตัวยาใหม่ๆ มากขึ้น แต่สุขภาพเรากลับแย่ลง ?..

เราเอาเขื่อนไปกั้นกลางแม่น้ำใหญ่ เอามลพิษปล่อยสู่อากาศ สารปรอทปล่อยลงสู่แม่น้ำ คราบเคมีปล่อยลงทะเล แน่นอน เราไม่เห็นผลทันที แต่ทั้งนี้ เพราะความซับซ้อนของธรรมชาติยากเกินกว่ามนุษย์เราจะทำความเข้าใจได้ อย่าลืมว่าเราเป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และความสามารถของมนุษย์ก็มีขีดจำกัด เราไม่สามารถได้ยินเสียงที่มีความถี่สูง หรือเสียงเงียบ ขณะที่สัตว์อื่นได้ยิน สรรพสิ่งจึงมีภาวะอิงแอบอาศัยกันอยู่ แต่ที่ผ่านมามนุษย์ไม่เคยตระหนักและเคารพธรรมชาติ..

เอาง่ายๆ แค่สูตรเคมี ปฏิกริยาทางเคมีเมื่อผสมกันก็จะกลายเป็นสสารอีกชนิดหนึ่ง เช่น น้ำ มีสูตรเคมีคือ H2O ซึ่งคือโมเลกุลของน้ำที่ประกอบด้วยอะตอมของไฮโดรเจนผสมกับอะตอมของอ๊อกซิเจน และหากมีสารอื่นมาผสมมันก็กลายเป็นอีกสสารหนึ่ง รวมถึงในอากาศธาตุนี้ก็เช่นกัน อาจจะไม่ใช่แค่เราตัดต้นไม้หรือปล่อยสารคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน ก๊าซฟลูออโรคาร์บอนหรือที่เรียกว่าซีเอฟซี ไปทำลายโอโซนจนโลกร้อนขึ้นเท่านั้น แต่เราไม่มีวันรู้ว่าในแต่ละวันๆ ที่โรงงานอุตสาหกรรมปล่อยสารเคมีต่างๆ สู่ชั้นบรรยาการโลก เป็นร้อยเป็นพันชนิดในแต่ละวันนั้น มันได้ทำปฏิกิริยาเคมีอะไรกันบ้าง และธรรมชาติถูกคุกคามไปแล้วมากน้อยเพียงใด ศักยภาพมนุษย์อาจจะไม่สามารถหยั่งรู้

และภายใต้การเบียดเบียนเหล่านั้น วิกฤติธรรมชาติก็เกิดขึ้นแล้ว สึนามิ แผ่นดินไหว โลกร้อน น้ำทะเลหนุนสูง.. น้ำท่วม .. สภาวะอากาศแปรปรวน เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว ฯลฯ

แม้ว่าความคิด “สีเขียว” หรือนิเวศน์วิทยาการเมืองจะเริ่มได้รับความสนใจ แต่หากขบวนการสิ่งแวดล้อมโลกไม่เข้มแข็งและลุกขึ้นสู้ต่อต้านวิกฤติสิ่งแวดล้อมกันอย่างพร้อมเพรียงในวันนี้ “วิกฤติ” อันรุนแรงที่สุดที่มนุษย์ไม่เคยพบพานอาจจะมาถึงในไม่ช้านี้ก็ได้..

เพราะแค่ที่ผ่านมา น้ำท่วมกรุงเทพฯ ภาคกลางและที่อื่นๆ ไม่ใช่เพราะฝนตกมากเกินไป แต่เพราะน้ำทะเลหนุนสูงอันมาจากวิกฤติธรรมชาติที่มนุษย์ทำลาย และอีกไม่ถึง 20 ปี หากเราไม่ได้ทำอะไรสักอย่างในวันนี้ เราจะเผชิญกับวิกฤตินั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

เพียงแค่วันนี้ นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมโลกก็บอกเราว่า.. น้ำแข็งขั้วโลกกำลังละลายอันเนื่องมาจากโลกร้อนขึ้น น้ำทะเลจะหนุนสูง หลายแผ่นดินอาจจะถูกท่วมหาย แผ่นดินที่เคยหนาวก็จะร้อน มนุษย์จะล้มตายเป็นจำนวนมาก แม้จะหนีไปที่สูงก็ไม่พ้น อันเนื่องมาจากวิกฤติ “สิ่งแวดล้อม” อันรุนแรงเกินคาดการณ์ที่จะเกิดขึ้นนี้

และจากภาวะโลกร้อนมากขึ้นๆ ในที่สุด..น้ำทะเลก็จะกลายเป็นไอ และจะลอยไปคลุมปิดชั้นบรรยากาศจนหนาแน่น..

จากร้อนจัดจะกลายเป็นหนาวจนสุดขั้ว โลกเราจะเข้าสู่ยุคน้ำแข็งอีกครั้งหนึ่งในที่สุด..

Comment

Comment:

Tweet

<a href="http://vkccnlzyofdukuj.com">ommgsmzltyzivlh</a> http://wzosygdxrsjhdih.com [url=http://gmvnowuxrpqncgb.com]oahdmnlfcqcjpme[/url]

#1 By ukqesfyxuu (94.102.52.87) on 2010-06-21 03:53