สัตว์สาปสูญ
ช่วงเวลาที่เกิดการสูญพันธุ์ ของ! มากที่สุด คือ
ช่วงระหว่างยุคเพลสโตซีน (Pleistocene) ซึ่งเป็นตอนปลายของยุคน้ำแข็ง
(ประมาณ 10000 - 15000 ปีมาแล้ว) ในตอนธารน้ำแข็ง
เคลื่อนตัวขยายอาณาบริเวณไปทางใต้ และได้ถอยร่นกลับไปกลับมาถึง 4 ครั้ง ครั้งหนึ่งแผ่นน้ำแข็ง
นี้เคย ครอบคลุมบางบริเวณของทวีปยุโรป อเมริกาเหนือ และเอเซีย การถอยร่นของ ธารน้ำแข็ง ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อ 10000 ปีมาแล้ว บริเวณที่ไม่มีน้ำแข็งปกคลุมมนุษย์ได้เคยเผชิญหน้าพบปะกับ!แปลก
ๆ ที่เคยสูญพันธุ์มาก่อน !ที่สูญพันธุ์เหล่านี้ได้แก่
วัวกระทิงยักษ์ ช้างแมมมอธที่มีขนยาวรุงรัง
เสือเขี้ยวโง้ง หมูป่าขนาดพี่ ๆ เสือโคร่ง สูงถึง 2 เมตร กวางไอริช !ครึ่งลาครึ่งยีราฟ
อูฐที่มีตัวสูงถึง 6 เมตร วัวทะเล และแรดที่มีขนปกคลุมทั้งตัว
เชื่อไหมว่า เมื่อหมดยุคเพลสโตซีนนี้ 60 เปอร์เซนต์ของ!เหล่านี้ได้ตายจากไป
สรุปคือ
เป็นยุคที่มนุษย์ทำลายล้าง!โลก ซึ่ง!ที่สูญพันธ์นี้87%นี้คือผลงานของมนุษย์นี่เอง เป็นที่เหลือเชื่อว่า มนุษย์ ซึ่งจัดเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นสูง เป็น!เลือดอุ่นที่สามารถหยุดยั้งสัญชาตญาณป่าเถื่อนได้ดีกว่า!เลือดเย็น กลับเป็นต้นเหตุที่ทำให้ระบบนิเวศของดาวเคราะห์โลก(World Planet)ต้องพบกับจุดหายนะทั้งที่ในรอบ4,000ล้านปี ที่โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงตลอด แต่ภาวะของโลกในยุคปัจจุบันกลับเปลี่ยนแปลงเร็วมากเมื่อเทียบกับอดีตกาลก่อนที่มนุษย์จะครองโลกแทนที่ไดโนเสาร์
และนี้คือรายชื่อสัตว์สูญพันธุ์ที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์ทั้งสิ้น
แรดขน
ถิ่นกำเนิด : อยู่ในที่ราบของอเมริกา เมื่อ11,000ปีมาแล้ว ซึ่งอยู่ในช่วง*ยุคมิคสัญญี
ลักษณะ : ตัวสูง1.5ถึง2.5เมตร
นิสัยดุร้ายกว่ากระทิงยุคปัจจุบันมาก มีโหนกตรงส่วนหลัง เขายาวถึ ง2เมตร
สาเหตุของการสูญพันธ์ : เนื่องจากมนุษย์ต้องการขนของมันมาเป็นเครื่องนุ่งห่มและเขาของมันยังเป็นเครื่องประดับชั้นยอด ผนวกกับการสิ้นสุดของยุคน้ำแข็งจึงทำให้!ชนิดนี้สูญพันธ์ไปโดยไร้ร่องรอย
กวางไอริช
 |
| กวางไอริช |
ถิ่นกำเนิด :กระจายอยู่ในยุโรป เอเชีย ลำตัวของมันสูงยาวประมาณ2เมตร(จากไหล่) ความกว้างของเขานั้นยาวถึง4เมตร ซึ่งจดว่ายาวมาก มักอยู่เป็นฝูง
สาเหตุของการสูญพันธ์และการหายากเนื่องจากเขาของมันนั้นมีขนาดใหญ่มาก จึงถูกมนุษย์ล่าเอาไปทำเป็นเครื่องประดับ และสภาพของโลกในขณะนั้นเป็นช่วงของยุคน้ำแข็ง
จึงทำให้สูญพันธ์ไปเมื่อ11,000ปีมาแล้ว
วัวทะเลพันธ์สเตเลอร์

ถิ่นกำเนิด : อยู่ในแคนาดาทางเหนือ ถึงขั้วโลกเหนือ
ถูกค้นพบในปี1741 ลำตัวยาว10เมตร
สาเหตุที่สูญพันธ์หรือหายาก : ปัจจุบันสูญพันธ์ไปหมดแล้ว สาเหตุเพราะร่างกายของมันนั้นมีประโยชน์ในการทำเครื่องนุ่งห่ม ส่วนไขมันของมันจะนำไปอุปโภค จึงสูญพันธ์ในปี 1768 ซึ่งมนุษย์สามารถทำให้มันสูญพันธ์ไปจากโลกนี้เพียงแค่ระยะเวลา27ปีเท่านั้น
ปลาหมึกยักษ์
ในนิยายหลายเรื่องเล่าเรื่องปลาหมึกยักษ์ไว้อย่างสนุกตื่นเต้น ภาพยนต์เกี่ยวกับปลาหมึกยักษ์ ก็เคยมี
ให้ดูกันแล้ว แต่ปลาหมึกยักษ์ตัวจริง
เป็นปัญหาที่หลายคนคลางแคลงใจว่ามีอยู่จริงหรือไม่ คำตอบคือ เรื่องปลาหมึกยักษ์นี้มิได้มีแต่ในนิยายที่เรียกกันว่า!นรกแห่งสะดือทะเล หากแต่ปลาหมึกยักษ์ที่ใหญ่โต จริงๆ
มีอยู่ในโลกนี้แน่นอน
ปลาหมึกดังกล่าวนี้เรียกว่า ปลาหมึกยักษ์สีน้ำตาลมีสีส้มที่ใต้ท้อง
หรือพวกที่กรีกโบราณเรียกว่า เอิทฟูด เป็น!มหัศจรรย์ที่มีหนวดขนาดยักษ์ถึง 7 หนวด มีดวงตาโปนถลนกว้างและมีพลัง มหาศาล สามารถบีบรัด
เหยื่อหรือศัตรูให้แหลกเหลวได้ในพริบตา หรือแม้นแต่จับเหยื่
ถิ่นกำเนิด : ไม่สามารถระบุได้เพราะมันกระจายไปตามรอบโลก แต่ตัวที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่มีการบันทึกนั้นจับได้นอกชายฝั่งทัสมาเนียปลาหมึกยักษ์จะอยู่ในน้ำลึกประมาณ 500-1,500
เมตร ลักษณะ :แต่ตัวที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่มีการบันทึกนั้นจับได้นอกชายฝั่งทัสมาเนีย
ลำตัวนับจากหัวถึงหนวดยาวลงมา ยาว 40 ฟุต หนัก 440 ปอนด์นับเป็นปลาหมึกตัววมหึมาที่สุดเท่าที่พบ วงรอบตัวโตอเหวี่ยงไปไกลๆได้อย่างมหัศจรรย์
เท่ายางรถยนต์ แต่กลิ่น ของมันเหม็นชวนสลบไสลดีนัก
รสชาติก็เลวแท้ แทบจะไม่รู้ว่าปลาหมึกตัวนี้อยู่ในสายพันธุ์ใด
สาเหตุของการสูญพันธุ์และการใกล้สูญพันธุ์ : เนื่องจากมันเป็นอาหารอันโอชะของปลาฉลามและปลาวาฬจึงทำให้มันลดจำนวนลงรวมถึงการคุกคามจากมนุษย์ทั้งหลาย แต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตินัก
จึงยังมิต้องกังวลว่ามันจะสูญพันธุ์
นกโดโด้ (Dodo)
โดโด้ ตัวใหญ่
อ้วนปุ๊กลุ๊ก ตัวใหญ่มาก หนักถึง 23 กิโลกรัม ( 50 ปอนด์ ) มีขนสีเทาถึงน้ำเงิน 23 เซนติเมตร ( 9 นิ้ว ) ที่หัวมีสีเทาเทาอ่อนกว่าตัว ตาเล็กสีเหลือง ปากโต โค้งและเป็นตะขอ
สีเขียวอ่อนหรือเหลืองเพล อันเป็นจุดเด่นที่สุด จะงอยปากค่อนข้างดำ มีจุดแดงเรื่อ ปกคลุมด้วยขนสีเทาอ่อนนุ่ม
มีปุยสีขาวหยิกชูเชิดเป็นหาง
โครงสร้างหน้าอกไม่รองรับการบิน ปีกไร้ประโยชน์ที่เล็กมาก
บอบบางเกินจะยกโดโด้ขึ้นจากพื้น จึงบินไม่ได้ ผู้คนที่เคยเห็นมักคิดว่ามันไม่มีปีก อย่างที่เขาเรียกว่า
ปีกเล็กที่เล็ก ( little winglets ) เพราะเป็นนกบนพื้นดิน ที่วิวัฒนาการมาเฉพาะนิเวศวิทยาของเกาะ
ซึ่งไม่เคยมีสัตว์นักล่า อย่างไรก็ตาม
การศึกษาจากกระดูก โดโด้อาจใช้ปีกง่ายกว่าการบิน นั่นคือใช้ว่ายอย่างปีกเพนกวิน
ขาสั้น อ้วนเตี้ย
หนาแข็งแรง สีเหลือง มีนิ้วเท้าหนากลม 4 นิ้ว 3 นิ้วข้างหน้าและ 1 นิ้วโป้งอยู่ข้างหลัง มีเล็บสีดำ
ใครเห็นต่างก็ประหลาดใจในรูปร่างและขนาดพิลึกกึกกือ
ถิ่นกำเนิด : ไม่สามารถให้คำตอบได้
เพราะมันกระจายไปทั่วโลก ถูกค้นพบในปี1976 มันได้ถูกลากโดยเรือากอวนของสหรัฐบริเวนเกาะฮาวาย
สาเหตุของการสูญพันธ์และใกล้สูญพันธ์ : อาจเพราะเนื่องจากมันกระจายตัวไม่อยู่ใกล้ๆกันจึงทำให้ไกลต่อการผสมพันธ์ และไม่สามารถออกลูกได้ ปัจจุบันจึงกล่าวได้ว่าเป็นสัต-ว์ที่สามารถสูญพันธ์ได้ทุกเมื่อ
กะลาสี ล่ามันมาเป็นอาหารอยู่บ่อยๆ
เมื่อครั้งยังไม่สูญพันธุ์บนเกาะมัวริเทียส แม้จะมักถูกกล่าวถึงว่า เนื้อโดโด้ ไม่อร่อย
แต่ก็ยังถูกล่ามากมาย เพราะจับง่าย
บางครั้งกะลาสีนำกลับมาได้ถึง 50 ตัวในครั้งเดียว ถ้ากินไม่หมด ก็ดองและนำกลับไปด้วย
เกาะนี้ถูกค้นพบครั้งแรกโดยชาวโปรตุเกส แต่ชาวดัชท์เป็นผู้ยึดครองอย่างถาวรแท้จริง
เชื่อว่า กะลาสีกลุ่มแรกที่มาถึง
มัวริเทียส เป็นชาวโปรตุเกส นำโดยกัปตัน มาสคาแร็กนาส ในปี 1505-1507 พวกเขาตั้งใจไปตั้งถิ่นฐานด้วยความหวังในแอฟริกาใต้ แต่ติดพายุทำให้ติดเกาะและลงเอยที่ มัวริเทียส
คณะเดินทางอื่นๆ หลังจากโปรตุเกสในปีต่อๆมา
มีทั้งดัทช์ บริติช และอื่นๆ
นกโดโด้ กะลาสีได้พบขบขัน
และเมื่อพวกเขาขาดอาหารประทังชีวิต ก็ได้อาหาร ชาวดัทช์ ประกาศ มัวริเทียส เป็นอาณานิคม เรือนำแมว สุนัข หมู และลิง มาพร้อมกับผู้คนกลุ่มหนึ่ง สัตว์ต่างถิ่นแพร่พันธุ์และรุกรานป่าอย่างรวดเร็ว
เหยียบย่ำรังนก ทำให้นกเสียขวัญ
ล่าทำลายไข่กับลูกอ่อนของโดโด้
ทั้งการล่าเป็นอาหารอย่างต่อเนื่องจากมนุษย์
ประกอบกับการแทรกแซงจากสัตว์ต่างถิ่น นำมาสู่การสูญพันธ์ ประมาณปี 1693
เดวิด โรเบิร์ตส์ ( David Roberts ) แถลงว่า การสูญพันธุ์ของโดโด้ ถูกประกาศอย่างเป็นทางการถึง การยืนยันการพบเห็นครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1662 ที่รายงานโดยกะสาสีเรืออับปาง วอลเกนต์ เอเวอร์ตซ ( Volkert Evertsz ) ซึ่งถูกค้นพบต่อมาในปี 1681
นกโมอา (moa)
บทลำนำพื้นเมืองของพวกเมารี ชนพื้นเมืองแห่งนิวซีแลนด์
มีเนื้อเพลงตอนหนึ่งว่า " กา งาโร อี
เต งาโร อา เต โมอา " หมายถึง "อนิจจา....
แล้วเราก็คงสูญสิ้นไปเช่นดังโมอา"
โมอา เป็นชื่อที่พวกเมารีใช้เรียกนกบินไม่ได้ชนิดหนึ่งที่เคยอาศัยอยู่บนเกาะนิวซีแลนด์ มันมีลักษณะคล้ายกับนกอีมูขนาดยักษ์
มีความสูงถึงสามเมตรครึ่ง หนักประมาณ 250 - 300 กิโลกรัม โมอาไม่มีปีกเลย เช่นเดียวกับนกกีวี
ผิดกับพวกนกกระจอกเทศที่ยังมีปีกเล็กๆ ให้เห็นบ้าง ขนของมันมิได้เป็นแผงเหมือนขนนกทั่วไป
แต่เป็นเส้นคล้ายเส้นผม
เมื่อเกาะนิวซีแลนด์
แยกตัวจากแผ่นดินใหญ่เมื่อ 80 ล้านปีมาแล้ว ทำให้เกาะแห่งนี้มีสภาพไม่เปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยเป็น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมดั้งเดิมของที่นี่มีเพียงค้างคาวเท่านั้น บรรดานกที่อาศัยบนเกาะจึงปราศจากศัตรูใดๆ นกจำนวนมากหากินบนพื้นดินและไมต้องใช้ปีกอีกต่อไป ทำให้มีนกที่บินไม่ได้อยู่หลายชนิด และโมอาก็เป็นหนึ่งในพวกนั้น มันวิวัฒนาการจนมีขนาดใหญ่โต
และกลายเป็นจ้าวเกาะไปโดยปริยาย
ทว่าเมื่อชาวเมารีอพยพเข้ามาที่นิวซีแลนด์เมื่อหนึ่งพันปีก่อน โมอาจำนวนมากถูกล่าอย่างโหดเหี้ยม
จากคำบอกเล่าในสมัยนั้น นักล่าจะขุดหลุมขนาดใหญ่เอาไว้
และไล่ต้อนโมอาจนมันพลัดตกลงไป จากนั้นจึงฆ่ามันด้วยหอก ความที่โมอามีขนาดใหญ่แต่ไม่มีอาวุธป้องกันตัวหรือฝีเท้าที่รวดเร็ว ทำให้มันถูกล่าอย่างง่ายดายจนในที่สุด
นกโมอาก็สูญพันธุ์ไปจากนิวซีแลนด์ และจากโลกไปเมื่อสามร้อยปีมาแล้ว ก่อนหน้าที่ชาวยุโรปจะเดินทางมาถึงนิวซีแลนด์
ม้าป่าทาปัน (TARPAN WILD HORSE )
ม้าทาปันเป็นต้นตระกูลของม้าบ้านในปัจจุบัน แต่เดิมเชื่อกันว่า
มีม้าป่าเฉพาะในเอเชียกลางเท่านั้น และม้าทาปันคือม้าบ้านที่ คนเอาไปปล่อยไว้ในป่า แต่เมื่อได้มีการตรวจสอบอย่างแน่ชัดจึง
พบว่าม้าทาปัน เป็นม้าป่าจริงๆ พวกมันมีถิ่นกำเนิดในยุโรปตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ ลักษณะคล้ายม้าปัจจุบันลำตัวมีสีน้ำตาลอ่อนอมเทา และมีสีเข้มปริเวณปากและข้อเท้า
ในขณะที่ของม้าป่าเอเชีย จะเป็นสีออกขาว บริเวณต้นคอมีเส้นสีดำบางๆ
ม้าป่าทาปัน มีอยู่มาตั้งแต่ในยุคในน้ำแข็งและถูกมนุษย์ถ้ำล่าเป็นอาหารก่อน จะถูกจับมาเลี้ยงและ
กลายเป็นพาหนะของมนุษย์ในที่สุด ขณะที่ลูกหลานของมันได้รับการผสมสายพันธุ์จนมี
หลากหลายและมีจำนวนมาก แต่ม้าทาปันพันธุ์แท้กลับลดจำนวนลงช่นเดียวกับม้าป่าในเอเชีย อันเนื่องมาจากสภาพป่าลดน้อยลง สำหรับม้าป่าเอเชียนั้นได้รับการคุ้มครองทันเวลา
และมีจำนวน เพิ่มขึ้นในขณะที่ม้าทาปันได้สูญพันธุ์ไปตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ทุกวันนี้แม้จะมีสวนสัตว์ และฟาร์มบางแห่ง อ้างว่ามีม้าทาปันอยู่
แต่ก็ไม่ใช่พันธุ์ที่แท้จริง เป็นเพียงการนำม้าโพนี่กับม้าเทศมาผสมกันเท่านั้น อย่างไรก็ดีม้าที่มีสายพันธุ์ใกล้เคียงกับม้าทาปันมากที่สุดคือ
ม้าโคนิก (KONIK) ของโปแลนด์
ซึ่งเป็นม้าที่สืบเชื้อสายโดยตรงมาจากม้าป่าทาปัน ที่ถูกจับ มาเลี้ยงในอดีต
อินทรีแฮสต์ (HASST EAGLE)
มีถิ่นกำเนิดในนิวซีแลนด์
ได้ชื่อว่าเป็นนกอินทรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีน้ำหนักมากกว่า 13 กิโลกรัม และปีกกว้างกว่าสามเมตร กรงเล็บของอินทรีแฮสต์มีขนาดพอๆ กับเล็บ
เสือโคร่ง และทรงพลังพอที่จะฆ่ามนุษย์ได้
ไม่เคยมีชาวผิวขาวคนใดได้เห็น นกอินทรีแฮสต์ คงมีเพียงชาวเมารีเท่านั้นที่เคยเห็น
พวกเมารี เรียก นกอินทรี
ชนิดนี้ว่า โปอูอากาอี (POUAKAI) ในตำนานพื้นบ้านเล่าว่า มันจะเกาะอยู่บนยอดไม้สูง เมื่อมนุษย์เดินผ่าน มันจะพุ่งเข้าจู่โจมโดยใช้กรงเล็บขยุ้มที่ศรีษะเหยื่อ และเมื่อเหยื่อตายแล้วมันจะนำกลับไปที่รัง เมื่อดูจากกรงเล็บและขนาดของมันแล้ว
ก็พอจะกล่าวได้ว่า ตำนานนี้ไม่เกินจริงนัก
กระดูกของอินทรียักษ์
ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 1871 ระหว่างการขุดค้นกระดูกนกโมอาที่บึงเกลมมาร์ค
(GLEMMARK) ในแคนเทอร์เบอรี่ (CANTERBURY) จากนั้นได้มีการศึกษา และตั้งชื่อในปีต่อมา กระดูกของอินทรีแฮสต์ไม่ได้พบทั่วไป แต่มีอยู่เฉพาะในเกาะใต้ และทางตอนใต้ของเกาะเหนือของประเทศนิวซีแลนด์เท่านั้น
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่านกอินทรีแฮสต์ เป็นนกนักล่าที่น่ากลัวที่สุดของนิวซีแลนด์ พวกมันสามารถล่าเหยื่อขนาดใหญ่อย่างนกโมอาที่หนักกว่า 250 กิโลกรัมได้ โดยนกอินทรีแฮสต์จะใช้วิธีพุ่งเข้าชนเหยื่อ แรงปะทะของมันจะทำให้นกโมอาเสียหลักล้มลง
จากนั้นมันจึงเล่นงานด้วยกรงเล็บ นอกจากนี้พวกมันก็อาจเล่นงานชาวพื้นเมืองเหมือนดังในตำนานก็ได้
จากหลักฐานที่พบ
สรุปได้ว่าอินทรีแฮสต์สูญพันธุ์ไปเมื่อ 500 ปีก่อน สาเหตุของการสูญพันธุ์น่าจะเกี่ยวเนื่องกับการเข้ามาของชาวเมารี ทั้งนี้เมื่อเหยื่อขนาดใหญ่อย่างนกโมอาถูกมนุษย์ล่า ทำให้นกอินทรีขาดแหล่งอาหาร
นอกจากนี้ยังมีหลักฐานว่า ชาวเมารีล่าอินทรีเหล่านี้เพื่อใช้ขนทำเสื้อด้วย อย่างไรก็ดี
ในช่วงปี 1800 มีผู้อ้างว่า ได้ยิงอินทรียักษ์สองตัว แม้ไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่ก็พอจะพูดได้ว่านั่นเป็นข่าวการพบเห็นครั้งสุดท้าย เพราะนับแต่นั้นมาก็ไม่เคยมีใครพบนกอินทรีชนิดนี้อีกเลย
ลีเมอร์ยักษ์ เมกาลาดาปิส (GIANT LEMUR MEGALADAPIS)
เป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ตระกูลเดียวกับลิงลม โดยทั่วไปแล้ว
สัตว์ในกลุ่มลีเมอร์ (LEMUR) นี้
มีขนาดใหญ่ไม่เกินชะนี แต่เมกาลาดาปิส เป็นลีเมอร์ที่ใหญ่ที่สุด
มันมีขนาดพอๆกับกอริลล่าตัวย่อมๆ และมีน้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม เมกาลาดาปิสแตกต่างจากลีเมอร์อื่นๆ
ตรงที่หัวกระโหลกของมันคล้ายแรด หรือ หมูมากกว่าพวกลิงลม อย่างไรก็ตามมัน มีดวงตาขนาดใหญ่กับมือที่ใช้จับยืดได้ดี และสามารถปีนต้นไม้ได้ เช่นเดียวกับลีเมอร์อื่นๆ
แม้ว่าจะไม่อาจกระโดดไปตามยอดไม้ได้ก็ตาม นักวิทยาศาสตร์คิดว่า เมกาลาดาปิส น่าจะใช้ชีวิตบนต้นไม้ และเคลื่อนไหวช้าๆ คล้าย ตัวโคอาลาของออสเตรเลีย จึงทำให้พวกมันได้อีกชื่อว่า โคอาลาลีเมอร์
เกาะมาดากัสการ์นอกชายฝั่งตะวันออกของทวีปแอฟริกา เป็นที่อยู่เพียงแห่งเดียวของพวกลีเมอร์รวมทั้งลีเมอร์ยักษ์ ในสมัยก่อนที่มนุษย์จะเข้ามา
มีเมกาลาดาปิสสามสายพันธุ์อาศัยอยู่ ต่อมาเมื่อมนุษย์อพยพเข้ามายังมาดากัสการ์ เมื่อ 1,500 ปี ที่แล้ว สัตว์หลายชนิดถูกคุกคามจากนักล่าที่พวกมันไม่รู้จัก การเปลี่ยนแปลงที่พวกมนุษย์นำมาทำให้สัตว์โบราณหลายชนิด โดยเฉพาะพวกลีเมอร์ยักษ์ไม่อาจปรับตัวได้ ในที่สุดเมกาลาดาปิสก็สูญพันธุ์ไปจากโลกเมื่อราวศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นเวลาก่อนหน้าที่ชาวยุโรปจะเข้ามายังมาดากัสการ์
edit @ 19 Jul 2008 18:08:12 by White Tiger